รีวิวหมู่เกาะสุรินทร์

รีวิว  หมู่เกาะสุรินทร์

สวัสดีคะ วันนี้จะมารีวิวหมู่เกาะสุรินทร์ เกาะที่ถูกลืม กะว่า กะว่า อยู่นานเลยคะ ว่าจะตั้งแต่ปีที่แล้ว จะไปเยี่ยมหมู่เกาะสุรินทร์อีกครั้ง หลังจากเดินทางครั้งสุดท้ายหลังสึนามิไม่นานคะ ตอนนั้นเดินทางด้วยเรือโอเชี่ยนปริ๊นคะ ครั้งนั้นเป็นทริปที่ประทับใจมากคะ วัตถุประสงค์ครั้งนั้นคือ เดินทางสำรวจแนวปะการังใต้ทะเลของหมู่เกาะสุรินทร์ หลังสึนามิ และได้พบว่า หมู่เกาะสุรินทร์นั้นมีแนวปะการังน้ำตื้นที่สวยงามมากคะ สัตว์ทะเลนานาชนิด และที่แต่งแต้มให้ใต้ท้องทะเลมีสีสันก็คือ แนวปะการังคะ ซึ่งครั้งนั้นประทับใจกับแนวปะการังน้ำตื้นที่นี่มากคะ กัลปังหาพัด ดาวขนนก หนอนฉัตรที่คอยแต่งแต้มปะการังโขดให้มีสีสันงดงามคะ ดำน้ำตื้น 2 ชั่วโมง แบบว่า…ฟินมากคะ ลืมเหนื่อยไปเลยคะ พอกลับขึ้นเรือก็ซดน้ำเป็นถังเลยคะ และการกลับไปหมู่เกาะสุรินทร์ไปคราวนี้ก็เช่นกันคะ ตั้งใจอยากไปพักผ่อน และเยี่ยมเยียนแนวปะการังเหล่านี้ว่ายังคงเหมือนเดิมไหม?

 

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

 

ทริปนี้มาแบบไม่มีแพลนล่วงหน้าเลยคะ ทริปนี้ต้องขอบคุณคะ คุณสตังค์ แห่งเลิฟอันดามัน เป็นอย่างสูงเลยนะคะ ซึ่งทาง เลิฟอันดามัน ได้จัดทริปวันเด็กขึ้น เพื่อที่จะนำ ขนม และสิ่งของ นำไปให้เด็กๆ ชาวมอแกน  ที่อาศัยอยู่ที่หมู่เกาะสุรินทร์นี้คะ และเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ ตัวแทนนำเที่ยวไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วยคะ เปิดให้เดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ แบบทริปวันเดย์ทัวร์ แต่เราได้แอบกระซิบต่อไปว่า ถ้าขอพักสัก 1 คืนจะได้ไหม นอนเต้นท์ก็ได้ ไม่ได้คาดหวังนะคะ ว่าจะได้ แต่พอได้รับการตอบตกลงมาก็เลยฟินไปเลยคะ เพื่อนร่วมเดินทางก็เจ้าเก่า หน้าเดิม กลายเป็นนางแบบประจำตัวไปเรียบร้อยแล้วค่ะ เรารวบรวมขนม เสื้อผ้าไปให้น้องๆ ได้สามลังใหญ่ๆ ค่ะ เมื่อได้รับการยืนยันการเดินทาง แจ้งจำนวนผู้เดินทาง และจำนวนสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับจองก็แจ้งเวลาที่รถตู้มารับ และสถานที่รับคะ

 

เลิฟอันดามัน

 

โดยส่วนใหญ่แล้วหากต้องการเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะสุรินทร์นั้นไปได้สองทางนะค่ะ คือทางเครื่องบิน และทางรถคะ ทางเครื่องบิน ให้จองตั๋วเครื่องบินลงภูเก็ต และต้องค้างคืนที่ภูเก็ต หรือเขาหลัก จ.พังงาก่อนคะ หากซื้อทัวร์วันเดียว ทางบริษัทจะมีบริการรถตู้รับส่งคะ ผู้ประกอบการที่ทำทัวร์หมู่เกาะสุรินทร์นั้นมีไม่มากคะ และมีหลายบริษัทก็เพิ่งเริ่มเปิดเส้นทางนี้เป็นปีแรก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคอทะเลทั้งหลาย ด้วยงานบริการ และการจัดการแนวใหม่ที่หลายๆ คนได้พิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว กลับมาต่อนะคะ การเดินทางด้วยรถ ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ หรือรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถเดินทางตรงมาที่ท่าเรือได้เลยคะ อาจจะมาพักที่พังงาก่อนก็ได้นะคะ ถ้าเหนื่อยกับการขับรถทางไกลคะ แนะนำให้พักที่เขาหลัก เพราะมีที่พักให้เลือกมากมาย 3 ดาว 5 ดาว แล้วแต่ชอบกันเลยคะ ส่วนท่าเรือนั้น ทางผู้ประกอบการแต่ละเจ้าจะมีท่าเรือเป็นของตัวเองคะ ท่าเรือที่มีผู้ประกอบการออกเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะสุรินทร์นั้น ก็มีท่าเรือคุระบุรี ท่าเรือน้ำเค็ม และ เลิฟ อันดามัน ออกจากท่าเรือทับละมุ ซึ่งเป็นท่าเรือเดียวกันกับเส้นทางหมู่เกาะสิมิลัน และเกาะตาชัยคะ เราออกเดินทางจากฝั่งภูเก็ต รถจะมารับเช้าตรู่เลยคะ ประมาณ 05.30 น. ดังนั้นถ้าพักที่โรงแรม ก็ต้องให้โรงแรมจัดเตรียมอาหารเช้าเป็นกล่องๆ ให้คะ ให้แจ้งทางโรงแรมไว้ก่อนวันเดินทาง 1 วันนะคะ และให้แจ้งเวลารับของด้วยนะคะ เดินทางไปท่าเรือทับละมุใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ คะ โดยประมาณไม่เกิน 1.30 ชั่วโมงคะ ความเร็วของคนขับแต่ละคนไม่เท่ากันคะ เดินทางถึงท่าเรือประมาณ 07.00 น. คะ เช็คอินน์เสร็จแล้ว มีเวลาให้เตรียมตัว และทานอาหารเช้าเล็กน้อย

ด้วยจำนวนลูกค้าที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะสุรินทร์มีไม่มาก เลยทำให้เดินทางกันแบบสบายๆ ลูกค้าส่วนใหญ่มักคิดว่านั่งรถไกล นั่งเรือไกล ติดกับความคิดเดิมๆ เกาะอยู่ไกล อาหารการกินลำบากแน่ๆ เลยทำให้หมู่เกาะสุรินทร์เป็นเกาะที่ถูกลืม เราออกเดินทางจากท่าเรือทับละมุประมาณ 8.00 น. ไกด์ที่ดูแลเส้นทางหมู่เกาะสุรินทร์วันนี้คือ ไกด์อู๋คะ ไกด์อู๋ก็เริ่มทำหน้าที่คะ

อธิบายบรรยายโปรแกรมการเดินทางของวันนี้คะ แนะนำทีมงาน กัปตันเรือ และวันนี้คุณสตังค์ แห่งเลิฟอันดามัน และแขกพิเศษคือคุณอภินันท์ บัวหภักดี บรรณาธิการ หนังสือ อสท ร่วมเดินทางกับเราด้วยคะ ใช้เวลาเดินทางร่วม 2 ชั่วโมงคะ วันนี้ทะเลสงบท้องฟ้าสดใสคะ ถึงเกาะสุรินทร์

ที่แรกที่เราไปถึงคือหมู่บ้านชาวมอแกนค่ะ ตั้งใจจะเอาขนมไปแจกเด็กๆ ก่อนเลยคะ แต่พอไปถึงหมู่บ้านกลับเงียบเหงา ไม่มีเด็กสักคน ถามมาทราบความว่าพี่ๆ กองทัพเรือมารับเด็กๆ ทุกคนในหมู่บ้านไปที่สำนักงานอุทยานฯ แล้วคะ ดังนั้นที่หมู่บ้านก็เหลือเฉพาะผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า ผู้แก่ บรรยากาศสงบเงียบมากคะ ไกด์อู๋ก็ทำหน้าที่อีกครั้งคะ บรรยายความเป็นมาของชาวมอแกนคะให้กับลูกค้าที่ไม่เคยมาที่นี่คะ

 

เด็กชาวมอแกน

 

รู้จักชาวเล หรือชาวไทยใหม่กันไหมคะ…ชาวมอแกน ชาวเล หรือชาวน้ำ คือคนกลุ่มเดียวกันคะ เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่กับทะเล มีเรือเป็นบ้าน ล่องไปเรื่อยๆ ในทะเล แต่พอช่วงมรสุมมาถึงก็จะยกพลขึ้นบก พักอยู่ริมชายฝั่ง เมื่อหน้ามรสุมหมดก็จะลงเรือล่องไปในทะเลเรื่อยๆ คะ แต่พอมาพบชายฝั่งทะเลทางภาคใต้บ้านเราที่มีความอุดมสมบูรณ์ก็เลยตั้งรกรากกันที่นี่คะ ซึ่งริมชายฝั่งทะเลบ้านเรามีชาวเลตั้งรกรากอยู่กันหลายพื้นที่ค่ะ ล้วนเป็นญาติพี่น้องรู้จักกันทั้งสิ้น ชาวเล แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มค่ะ ในบ้านเรามีที่หาดราไวย์ แหลมตุ๊กแก เกาะสิเหร่ จ.ภูเก็ต เกาะพีพี เกาะลันตา จ.กระบี่ และจ.สตูล เป็นกลุ่มโอลังลาโอด และที่แหลมหลา จ.ภูเก็ต เป็นกลุ่มมอเก็น และที่ทางฝั่ง จ.พังงา ที่หมู่เกาะสุรินทร์แห่งนี้ เป็นกลุ่มมาซิงคะ ทุกกลุ่มมีภาษา วัฒนธรรมเป็นของตนเองค่ะ แตกต่างกันไม่มาก ส่วนใหญ่คล้ายกันค่ะ เช่นพิธีการลอยเรือชาวเล ทุกกลุ่มจะจัดขึ้น 2 ครั้งต่อปีค่ะ เพื่อเป็นการสะเดาะห์เคราะห์ และเสี่ยงทาย ชาวเลไม่มีศาสนา มีความเชื่อทางทะเล และตำนานที่เล่าขานกันมาจากรุ่นสู่รุ่นคะ ในบ้านเราจะเรียกชนเผ่านี้รวมๆว่า ชาวเล หรือ ชาวมอแกน ส่วนที่มาคำเรียกทีาว่าชาวไทยใหม่ คือ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ท่านได้เสร็จเยือนภูเก็ตในปี 2502 และได้เสด็จไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวเล ที่หาดราไวย์ และทรงถือว่าพี่น้องชาวเลเป็นคนไทยคนนึงซึ่งอยู่บนผืนแผ่นดินไทยมานาน จึงทรงพระราชทานนามสกุล เพื่อใช้ออกบัตรประจำตัวประชาชน และใช้เรียกพี่น้องชาวเลใหม่ว่า ชาวไทยใหม่ค่ะ ซึ่งนามสกุลที่พระราชทานนั้นคือ ประโมงกิจ กล้าทะเล และอื่นๆ ค่ะ ซึ่งวันนี้ได้กลับมาเยี่ยมพี่น้องชาวเล ที่หมู่เกาะสุรินทร์อีกครั้งคะ กลับมาคราวนี้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างค่ะ เช่นจากเมื่อก่อนที่เคยนุ่งน้อยหุ่มน้อย เดี๋ยวนี้ใส่เสื้อ กางเกง ครบคะ แต่ไม่ค่อยใส่รองเท้า มีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และบ้านทุกหลัง มีแผ่นโซล่าเซลล์ และจานดำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และรับสัญญาณวิทยุคะ ส่วนใหญ่รับสัญญานจากทางฝั่งพม่าคะ แต่ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของชาวเลไว้คะ

 

 

กลับเข้าเรื่องกันต่อนะคะ หลังจากที่ได้เดินเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของชาวมอแกน และเก็บภาพเป็นที่ระลึกแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังจุดดำน้ำที่อ่าวแม่ยาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีคะ มัคคุเทศก์ของเราก็เริ่มอธิบายการใช้อุปกรณ์ดำน้ำตื้นคะ และหลังจากนั้นเพลิดเพลินกับโลกใต้ทะเลกันประมาณ 40 นาทีคะ

 

สำหรับแนวปะการังที่อ่าวนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดจากภาวะโลกร้อน ทำให้ปะการังฟอกขาวค่ะ ต่อจากนั้นเดินทางต่อไปยังสำนักงานอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะสุรินทร์ ที่อ่าวช่องขาด เราจะพักทานอาหารกลางวัน และทำกิจกรรมกับเด็กๆ ชาวมอแกนกันที่นี่ค่ะ

พอไปถึงบรรยากาศก็ครึกครื้นมากค่ะ พี่ๆ จากกองทัพเรือกำลังทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ ค่ะ มี อาหาร เครื่องดื่ม ไอติม และขนม ที่ได้ร่วมกันนำไปบริจาคก็นำมารวมกัน และทำกิจกรรมร่วมกันที่นี่ค่ะ

 

แต่มาถึงพร้อมกับความหิวโหยค่ะ และไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์อันตระการตา ที่ได้รับการตกแต่งอย่างดี แล้วเราจะช้าอยู่ใยคะ ทานอาหารเที่ยงกันค่ะ

 

 

ลูกค้าทุกท่านที่เดินทางมาด้วยกันทานอาหารร่วมกันค่ะ โดยอาหารเมนูหลักทุกบริษัทจะเหมือนกันค่ะ เพราะมาจากครัวสวัสดิการของสำนักงานอุทยานฯค่ะ แต่ส่วนที่แตกต่างก็จะมีเครื่องดื่ม และอาหารว่างคะ

บรรยากาศโดยรวมบนเกาะสุรินทร์ ที่ตั้งของสำนักงานอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะสุรินทร์นั้น ค่อนข้างเงียบคะ มีห้องน้ำรวม แยกชาย และหญิง มีร้านค้าสวัสดิการ มีที่สำหรับสูบบุรี่

 

 

และทิ้งขยะโดยแยกประเภทขยะ และสามารถเดินไปทะลุยังอ่าวเล็กทางด้านหลังสำนักงานอุทยานฯ หมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นเรือนรับรอง และลานกางเต็นท์ค่ะ สำหรับลูกค้าท่านใดที่ต้องการค้างคืนที่นี่มีห้องพักไม่มากคะ ห้องแอร์จำนวน 4 ห้อง นอนห้องละ 4 ท่าน และที่เหลือเป็นเต็นท์คะ ซึ่งจะมีชุดเครื่องนอนไว้เคยบริการให้เช่าคะ จะจำกัดไฟฟ้าค่ะ ช่วงกลางวันไม่มีไฟฟ้าใช้ค่ะ ไฟฟ้าเริ่มให้บริการตั้งแต่ 17.30-21.00 น. เมื่อเราทานอาหารกลางวันเสร็จ ก็มีเวลาที่จะเยี่ยมชมบรรยากาศของเกาะ และไปดูสัตว์เจ้าถิ่นสัตว์หายากที่อยู่ประจำเกาะกันคะ ที่นี่…มีตัว บ่าง รู้จักกันไหมคะ บ่าง เป็นสัตว์หาดูยากแล้วนะคะ คล้ายกระรอกบินคะ นอกจากนั้นยังมีลิงกัง และนกชาปีไหน ทั้งสองชนิดจะออกมาให้เห็นตอนเช้าตรู่คะ ดังนั้นอาจจะไม่เห็นช่วงกลางวันคะ

เดินเล่น ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแล้ว ก็ไปเล่นสนุกแบบเด็กๆ กับเด็กๆ ชาวมอแกนคะ  น้องๆ ชาวมอแกนชอบไอติมที่นำมาให้มากค่ะ พี่ๆ ทหารเรือตักกันไม่ทันเลยค่ะ ทุลักทุเลด้วยค่ะ

 

 

เนื่องจากไม่มีที่ตักไอติมต้องใช้ช้อนตักค่ะ เด็กๆ ต้องทำกิจกรรม และเล่นเกมส์ต่างๆ โดยแยกเป็นกลุ่ม และส่งตัวแทนเข้าร่วมเล่นเกมส์ น้องๆ ชาวมอแกน ที่โตหน่อยส่วนใหญ่ฟังภาษาไทยได้ค่ะ แต่เด็กเล็กๆ แทบจะไม่รู้เรื่องเลยคะ ต้องสาธิต และอธิบายกันอยู่นานคะ เกมส์ที่สนุกที่สุดคือ เป่าแป้ง และชักเย่อคะ นอกจากเด็กๆ ชาวมอแกนแล้วก็ยังมีเด็กๆ ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวกับครอบครัวก็มาร่วมสนุกด้วยค่ะ ก็วันนี้วันเด็กนิคะ ไม่จำกัดชาติและภาษาค่ะ ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กได้สักพัก ลูกค้าที่เดินทางแบบทัวร์วันเดย์ทัวร์ก็ต้องออกเดินทางจากที่นี่เพื่อไปทำโปรแกรมดำน้ำตื้นกันต่อแล้วคะ เรือแล่นออกจากเกาะประมาณ 13.30 น. และจะไปดำน้ำตื้นอีก 1 จุด ที่อ่าวเต่าคะ แล้วเดินทางกลับไปท่าเรือคะ

 

ชายหาด

 

ส่วนข้าพเจ้า และเพื่อนร่วมทาง พร้อมทั้งคุณสตังค์ และคุณอภินันท์ เราค้างคืนที่นี่ต่อคะ    หลังจากที่เรือนักท่องเที่ยวทุกบริษัททยอยแล่นออกจากเกาะไปนั้น ความสงบก็เข้ามาเยือนคะ เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ เข้าที่พักก็เท่านั้นค่ะ ข้าพเจ้าและเพื่อนเลยชวนกันเดินเล่นชมบรรยากาศรอบๆ เกาะสุรินทร์เหนือ และนั่งคุยกันแบบชิลล์ เมื่อไม่มีไฟฟ้า ไร้สัญญาณอินเตอร์เน็ท มือถือก็ไร้ประโยชน์คะ เป็นช่วงเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับคนข้างกายกันแล้วล่ะค่ะ ใครอยากมีช่วงเวลาแบบนี้ มีเวลาให้กับตัวเอง ไม่ต้องมีงานติดตัวมา ไม่ต้องติดมือถือ ก้มหน้าก้มตาอ่านเฟสบุ๊ก ถ่ายรูปอัพโหลดขึ้นโซเชียลกันทั้งวัน ก็ลองมาที่นี่ดูนะคะ หลังจากได้นั่งพูดคุยกันเล็กน้อย กับหัวหน้าอุทยานฯ คุณสตังค์ และคุณอภินันท์แล้วนั้น ช่วงบ่ายทั้งคณะมีนัดกันออกสำรวจรอบหมู่เกาะสุรินทร์

 

 

เพื่อจัดทำสื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จักหมู่เกาะสุรินทร์กันมากขึ้นคะ และเราก็โชคดีที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยค่ะ โชคดีจริงๆ คะ เราเดินทางกันทั้งหมด 7 คน ด้วยเรือดิ้งกี้ของอุทยานฯ จากเกาะสุรินทร์เหนือ สู่อ่าวเต่า เกาะสุรินทร์ใต้ที่แรกของเราคะ เมื่อไปถึงได้ขึ้นไปบนหาดทรายขาวๆ แต่ละเอียดไม่เท่าเกาะตาชัยนะคะ ได้เดินสำรวจหาดที่ถือได้ว่าเป็นหาดค่อนข้างบริสุทธิ์

 

หาดเกาะสุรินทร์

 

เนื่องจากเมื่อเดินบนผืนทรายเท้าของเราจะจมลงไปในทรายค่อนข้างลึกเลยคะ และพบแหล่งน้ำ (น้ำกร่อย) ที่มีสัตว์น้ำหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ ป่าคล้ายๆ ป่าพรุ มีกุ้งน้ำจืด มีต้นแสม มีปลาจุ้มพรวด (ปลาตีน) อาศัยอยู่รวมกันในแหล่งน้ำนั้นคะ

 

 

หลังจากนั้น คุณอภินันท์ และคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายหามุมสวยๆ ถ่ายภาพเพื่อใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวหมู่เกาะสุรินทร์ ให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นคะ แต่วันนี้ท้องฟ้าไม่เป็นใจให้กับช่างภาพเลยคะ ท้องฟ้าปิด ไม่สดใส เหมือนช่วงกลางวันที่ผ่านมาเลยคะ หลังจากนั้นเราได้เดินทางไปกันต่อ อ่าวไทรเอน หรืออ่าวทรายเอน เกาะสุรินทร์เหนือ ด้วยการนำสำรวจของคุณสตังค์ และหัวหน้าอุทยานฯ คะ เมื่อไปถึงเราก็ได้พบจุดดำน้ำตื้นอีกจุดที่ค่อยสมบูรณ์ น้ำทะเลสีเขียวใส มองเห็นแนวปะการังใต้น้ำอย่างชัดเจนเลยคะ

และต่อจากนั้นเดินทางต่อไปทางทิศเหนือของหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นชายแดนน่านน้ำติดกับทางฝั่งพม่าคะ และได้ขึ้นไปสำรวจที่อ่าวจาก อ่าวจาก เป็นอ่าวค่อนข้างยาวคะ

 

ทิศเหนือของหมู่เกาะสุรินทร์

 

แต่มีโขดหินกั้นกลางแต่เวลาน้ำลงจะเดินไปมาได้ค่ะ อ่าวจากทางด้านซ้ายเป็นหาดที่มีทรายขาว และละเอียดมากคะ จนคุณสตังค์บอกว่าอดนึกถึงตอนไปสำรวจเกาะตาชัยไม่ได้ และไม่นึกว่าจะมีหาดแบบนี้บนพื้นที่ของหมู่เกาะสุรินทร์ แต่ทั้งบริเวณหาดของอ่าวเต่า และอ่าวจาก เป็นพื้นที่ที่ทางอุทยานฯ ได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมนะคะ เพื่อรักษาพื้นที่ให้เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ดำน้ำ ณ จุดดำน้ำด้านหน้าของอ่าวเท่านั้นคะ ส่วนอ่าวจากทางด้านขวานั้น เป็นที่ฝังศพของพี่น้องชาวเล หรือชาวมอแกน ซึ่งชาวเลจะเมื่อตายจะนำร่างกาย และสิ่งของของผู้ตายมาฝังไว้ใกล้ทะเลค่ะ และด้วยความอยากรู้อยากเห็นของคุณสตังค์ เราก็เลยได้เห็นสิ่งที่เคยได้เห็น และไม่ได้เห็นได้ง่ายๆ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ และอย่างที่บอกพื้นนี้เป็นพื้นที่ที่ทางอุทยานฯ ปิดให้บริการนักท่องเที่ยวค่ะ หาดทรายของอ่าวจากทางขวานั้น ต่างไปมากจากด้านซ้ายค่ะ เป็นลักษณะหาดที่มีดินโคลนปนทรายค่ะ เมื่อเท้าสัมผัสพื้นหาดจะมีน้ำสีขุ่น และกลิ่นโคลนค่ะ และเจ้าหน้าที่ และหัวหน้าอุทยานฯ ได้พาเราไปเยี่ยมหลุมฝังศพของพี่น้องชาวเลด้วยค่ะ อยู่ไม่ไกลจากบริเวณหาดค่ะ ติดค่อนไปข้างในที่มีร่มไม้เล็กน้อย ข้างๆ หลุมฝังศพจะมีของเสื้อผ้า ของใช้ ทีวี ของใช้ และของที่ผู้ตายชอบวางเรียงรายอยู่รอบๆ ค่ะ เมื่อได้มาถึงที่แล้ว เป็นธรรมเนียมของข้าพเจ้าเองที่จะต้องขอขมา ขออโหสิกรรม และอุทิศกุศล ให้แก่บรรพบุรุษ พี่น้องชาวเลผู้ล่วงลับ และขอพรให้การเดินทางครั้งนี้เรียบร้อย และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ เราอยู่ที่นี่กันไม่นานค่ะ เพราะเนื่องจากเวลาผ่านไปเร็วมาก มองนาฬิกาข้อมือตอนนี้เวลา 17.00 น. แล้วค่ะ และที่สำคัญระดับน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็วด้วยค่ะ เราออกเดินทางต่อไปค่ะ ผ่านเกาะสต็อก หรือเกาะไฟแว๊ป และช่วงที่เรือแล่นผ่านบริเวณหินกองนั้น ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เห็นสัตว์ทะเลอีกชนิดที่เป็นที่ปรารถนาของนักตกปลาทั้งหลายนั่นก็คือ ปลากระโทงร่ม กระโดดขึ้นเหนือน้ำ ขนาดความยาวประมาณ 2 เมตร เรือแล่นผ่านอ่าวทรายแดง อ่าวทรายขาว ตามชื่อเลยคะ ทั้งสองอ่าวตั้งอยู่ติดกันคะ แต่ที่แปลกคือมีหาดทรายคนละสีกันคะ หาดทรายแดงจะมีหาดทรายสีค่อนออกน้ำตาลเข้มคะ เลยเรียก อ่าวทรายแดงคะ และที่สุดท้ายของวันนี้ก่อนกลับคือ อ่าวไม้งาม อ่าวไม้งามเป็นที่ตั้งของสำนักงานอุทยานฯ อีกแห่งนึงคะ

 

หาดไม้งาม

 

ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากค่ะ แต่เราไม่สามารถเข้าถึงตัวสำนักงานได้ค่ะ เนื่องจากระดับที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ไปได้แค่ปากอ่าว และความโชคดีของคณะยังไม่หมดค่ะ ขณะที่เรือดิ้งกี้แล่นอยู่ที่ปากอ่าวนั้น ได้พบเต่าทะเล 1 ตัวค่ะ ที่กำลังกินหญ้าทะเลอยู่ที่ปากอ่าว เจ้าหน้าที่อุทยานฯ บอกกับเราว่าบริเวณปากอ่าวมีหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารแหล่งใหญ่ของเต่าทะเลละแวกนี้ค่ะ เราได้แล่นเรือดิ้งกี้เข้าไปใกล้เพื่อบันทึกภาพ แต่ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า หรือสัตว์ทะเล บนพื้นที่ของหมู่เกาะสุรินทร์นั้น เป็นสัตว์ที่ไม่คุ้นเคยกับคน เป็นสัตว์ที่หากินอยู่กันตามธรรมชาติมากค่ะ เมื่อเรือวิ่งเข้าหา เต่าก็วิ่งหนี ก็เลยไม่ได้บันทึกภาพอย่างใกล้ชิดกันเลยค่ะ จากอ่าวไม้งามนั้น เราก็วิ่งเรือกลับไปยังสำนักงานอุทยานฯ หมู่เกาะสุรินทร์ ที่บริเวณช่องขาด ระหว่างทางนั้นก็เพลิดเพลินกับบรรยากาศชายฝั่งทะเลที่สวยงาม โขดหิน แมกไม้ น้ำใสทะเลสีเขียว เรือยอร์ชของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ล่องเข้ามาพักค้างคืน ทำกิจกรรมต่าง เช่น เล่นน้ำ ดำน้ำ ในเขตพื้นที่อุทยานฯ เกาะสุรินทร์ และชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกกลางทะเลค่ะ

 

ชมพระอาทิตย์ตกเกาะสุรินทร์

 

ก่อนเรือแล่นมาถึงบริเวณที่พักที่ช่องขาด จากนั้นก็แยกย้ายทำกิจกรรมส่วนตัวค่ะ ตอนแรกที่พักของเราคืนนี้คือ เต้นท์คะ แต่ด้วยความอนุเคราะห์จากทางหัวหน้าอุทยานฯ ได้เปลี่ยนให้ทางคณะของคุณสตังค์ แห่งเลิฟอันดามันไปนอนที่บ้านพักแทนค่ะ ซึ่งบ้านพักระกำหวาน 1 ห้องมี 4 เตียง มี 1 ห้องน้ำ มีทั้งแอร์ และพัดลมคะ ข้าพเจ้าและเพื่อนจึงขอตัวไปอาบน้ำก่อนค่ะ ผลัดกับทางคุณสตังค์ และคุณอภินันท์ ซึ่งตอนนี้ง่วนอยู่กับการทำงานค่ะ เราก็เลยมาสำรวจห้องพักกันค่ะ โดยความเห็นส่วนตัวที่เคยเดินทางท่องเที่ยวทางภาคเหนือ และเคยใช้บริการบ้านพักอุทยานฯ ถือได้ว่าบ้านพักอุทยานฯ ของเกาะสุรินทร์อยู่ในเกณฑ์ค่อยข้างดีเลยค่ะ ดูไม่ทรุดโทรม ดูสะอาด ชุดเครื่องนอนก็สะอาดค่ะ ห้องน้ำก็สะดวกสบายพอประมาณค่ะ แต่อาจเพราะที่นี่เป็นเกาะน้ำเลยไหลน้อยค่ะ โดยรวมดีค่ะ อาบน้ำเสร็จก็ออกไปประจำการที่สำนักงานอุทยานฯ เพราะที่นั่นเป็นเหมือนจุดนัดพบค่ะ มีสัญญาณโทรศัพท์ มีปลั๊กไฟสำหรับชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งมีบริการอยู่ประมาณ 3 เต้าๆ ละ 2 รูค่ะ และมีร้านอาหารสวัสดิการค่ะ ซึ่งช่วงเย็นก็มาลูกค้าที่ค้างเกาะมาใช้บริการกันทุกคนค่ะ ดังนั้นที่นี่ก็จะเหมือนจุดนัดพบ ต่างได้ทักทายพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง

 

บ้านพักอุทยานหมู่เกาะสุรินทร์

 

ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อแข่งกับเวลาค่ะ เพราะไฟฟ้าจะตัดตอนสามทุ่มครึ่งค่ะ ทำงานจนลืมดูเวลาค่ะ และอยู่ๆ ไฟฟ้าก็ดับลงทุกพื้นที่มืดสนิท ต่างก็เงยหน้าจากงานที่ทำ มองหน้ากัน และก็เป็นที่รู้กันว่าเราจะทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว คุณสตังค์แห่งเลิฟอันดามันก็ถามหาไฟฉายจากไกด์นิคผู้ช่วยคนสนิทที่เดินทางมาดูแลเราเป็นอย่างดีค่ะ แต่เมื่อได้เห็นไฟฉายของคุณสตังค์ ข้าพเจ้ากับเพื่อนถึงกับกลั้นหัวเราะกันเลยคะ เพราะมันไม่ใช่ไฟฉาย แต่มันเป็นสปอร์ทไลท์ขนาดย่อมค่ะ เนื่องจากทุกคนต่างก็ไม่มีอะไรทำ ก็เลยมีคนชวนขึ้นว่าไปดูปลาในทะเลตอนกลางคืนกันไหม…ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ ต่างเดินลงไปที่ทะเลโดยพร้อมเพรียงกัน โดยมีโต้โผใหญ่ คือนายหัวของเลิฟอันดามัน และมีสปอร์ทไลท์ติดมือลงไปด้วย เมื่อไปถึงริมหาด ฉายไฟลงไปในน้ำ ทุกคนต่างตะลึงค่ะ มีปลาตัวเล็กๆ

 

ส่องปลา

 

นานาชนิดว่ายน้ำอยู่เต็มไปหมด สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของหมู่เกาะสุรินทร์แห่งนี้ค่ะ ปลาตัวเล็กๆ บางชนิดก็มาเล่นไฟ คุณสตังค์ลงน้ำเป็นคนแรก และตามด้วยเพื่อนของข้าพเจ้า ในน้ำเราก็เจอปลาตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมีหลากหลายชนิด เราเดินเลียบหาดไปได้พักนึง คุณอภินันท์ก็ปลีกตัวออกไปทำงานต่อค่ะ เหลือข้าพเจ้า และไกด์นิค มาไกลถึงขนาดนี้แล้วจะเลี้ยวหัวกลับได้ไงคะ ก็ต้องเดินตามกันไปสิคะ โดยมีหัวหน้าอุทยานฯ คอยดูแลอยู่ไม่ไกลค่ะ ที่เป็นห่วงคือรองเท้าที่ถอดไว้ที่หาดหน้าอุทยานฯ ค่ะ ยิ่งเดินระดับน้ำยิ่งสูงขึ้นค่ะ สรุปเปียกปอนกันทุกคนค่ะ คุณสตังค์สนุกที่สุด ไล่จับปลามือเปล่าในน้ำกับไกด์นิค และที่ทำให้ต้องตะลึงงันกันไปอีกรอบคือ เมื่อเราเดินไปใกล้โขดหินริมหาด คุณสตังค์เจอของดีเข้าสิคะ ส่องไฟไปเจอลูกฉลามหางดำ ขนาดตัวเกือบวา ว่ายอยู่ใกล้ตัว ข้าพเจ้านึกในใจว่า คุณสตังค์เธอจะคิดจับฉลามด้วยมือเปล่ารึเปล่านะ (หัวเราะในใจ)  เมื่อฉลามเจอคน ก็ว่ายน้ำหนีไปค่ะ เราก็เดินต่อไปทะลุหาดอีกด้านของช่องขาด หมู่เกาะสุรินทร์ค่ะ ซึ่งจากหาดนี้สามารถเดินต่อไปยังหาดไม้งาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์อีกแห่งนึงค่ะ แต่ที่นั่นจะมีที่พักที่เต้นท์ไว้บริการนักท่องเที่ยวเท่านั้นนะคะ เมื่อเดินไปทะลุอีกนึง ก็เจอปลาฉลามตัวเดิมค่ะ ยังว่ายน้ำวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากเรามากนักค่ะ เมื่อเดินไปต่อเราก็เจอสิ่งมีชีวิตอยู่ใกล้โขดหินริมหาด นึกว่าจะโชคดีเจอเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ เพราะบริเวณหน้าหาดแถบนี้มีหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์ มักพบเต่าทะเลมาหาอาหารกินแทบนี้เป็นประจำค่ะ คุณสตังค์ก็ใช้ไฟฉายในมือส่องเข้าไปเต็มเปาเลยคะ และสิ่งที่พบคือ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกำลังดูฟ้ามองดาวกันอยู่ค่ะ โรแมนติกสุดๆ เมื่อเราส่องไฟไปเค้าเลยอายๆ เดินหนีเราไปหาความสงบที่หาดมุมอื่นกันต่อคะ เราเดินดูปลามาจนสุดทาง แต่ข้าพเจ้าต้องเดินกลับไปเอารองเท้าที่ทิ้งไว้ที่หาดด้านหน้าอุทยานฯ โดยมีไกด์นิคอาสาไปด้วยกัน พอไปถึง ถึงกับคอตก รองเท้าเหลืออยู่ข้างเดียวค่ะ เนื่องจากน้ำทะเลกำลังขึ้น ทำให้รองเท้าอีกข้างลอยอยู่ในทะเล คุณสตังค์ตามมาทีหลัง อาสาลงไปในน้ำตามไปเก็บให้แต่ก็ไม่ทัน ลงไประดับน้ำเกือบถึงอกแล้ว แต่รองเท้าก็ลอยละล่องต่อไปเรื่อยๆ ไกลออกไปๆ ต่อหน้าต่อตา สุดไขว่คว้าก็ต้องปล่อยมันไป (หัวเราะในใจ) ปลงชีวิตไปเลยค่ะ และทุกคนต่างแยกย้ายไปเก็บของ เข้าที่พัก ล้างตัว อาบน้ำกันใหม่อีกรอบ และเตรียมเข้านอนกัน การค้างคืนที่หมู่เกาะสุรินทร์ผ่านพ้นไปด้วยดีค่ะ เนื่องจากที่นี่เงียบสงบ ทำให้หลับสนิทหลับสบายค่ะ แม้จะไฟฟ้าใช้ เราตื่นเช้าขึ้นมาด้วยเสียงปลุกของโทรศัพท์ที่ตั้งเวลาเอาไว้ เพื่อที่จะไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ยามเช้าค่ะ ล้างหน้าล้างเสร็จก็ออกเลียบหาดเส้นทางสวนกันกับเมื่อคืนค่ะ แอบหวังในใจเผื่อเจอรองเท้าที่หายไป ระหว่างที่เดินไปนั้น เราเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทุกคนต่างยิ้มและกล่าวคำทักทายกันค่ะ เราเดินไปสุดหาดหน้าสำนักงานอุทยานฯ ค่ะ ไปเก็บภาพ และรอชมพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ

 

รอชมพระอาทิตย์ขึ้น

 

วันนี้ฟ้าปิด เมฆเยอะ ทำให้ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แต่ท้องฟ้าสีสันสวยงามมากค่ะ เมื่อเสร็จภารกิจยามเช้า ก็เดินไปที่ร้านสวัสดิการเพื่อทานอาหารเช้ากันค่ะ นักท่องเที่ยวที่ค้างคืนมีจำนวนไม่มาก และเมื่อถึงเวลาอาหารเช้าทุกคนต่างก็มารวมตัวกันที่นี่คะ เมนูอาหารเช้าที่ทางอุทยานฯ จัดไว้ให้เป็นไข่ดาว ใส้กรอก ขนมปังปิ้ง ชา หรือกาแฟ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์มากของที่นี่คือ ขนมปังปิ้ง ปิ้งด้วยเตาถ่านนะค่ะ

 

 

ถ้าอยากทานต้องรอคิวค่ะ เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับชาวต่างชาติมากค่ะ และอีกสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะสุรินทร์ จิ้งจก หลายคนคงจะงง ใช่คะ จิ้งจกที่นี่มีลักษณะไม่เหมือนจิ้งจกทั่วไปค่ะ สังเกตุที่หางสิค่ะ ข้าพเจ้าและเพื่อนได้เก็บภาพมาฝากด้วยคะ

 

 

จิ้งจกบนเกาะสุรินทร์

 

 

นอกจากนั้นยามเช้าของที่นี่ก็มีสัตว์เจ้าถิ่นอย่างนกชาปีไหน และลิงกัง ออกมาแสดงตัวให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันด้วยค่ะ หลังอาหารเช้าทางคุณสตังค์ และคุณอภินันท์มีภารกิจ และเพื่อนของข้าพเจ้าได้ติดตามไปดูการทำงานด้วยค่ะ ส่วนข้าพเจ้าขออยู่เฝ้าเกาะค่ะ เมื่อเวลาอาหารเช้าจบลงนักท่องเที่ยวที่ค้างคืนต่างก็ทยอยกันออกจากเกาะไปทำกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น ไปดูหมู่บ้านชาวมอแกน ไปดำน้ำตื้นรอบๆ หมู่เกาะสุรินทร์ จึงทำช่วงเวลาเก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมงเช้าเป็นยามปลอดของที่นี่ค่ะ มีคนเหลืออยู่นี่ไม่เกินสิบคน ความเงียบสงบเข้ามาสู่ขั้วหัวใจอีกครั้ง ข้าพเจ้าเดินลัดเลาะริมหาดดูฟ้าดูทะเล และดูใจตัวเอง ได้ผ่อนคลายความรู้สึกที่หนักอึ้งออกไปบ้าง โดยธรรมชาติรอบตัว แน่แหละค่ะที่เค้าบอกว่าธรรมชาติบำบัด และความจริงอีกข้อคือ ธรรมะ มาจากธรรมชาติรอบตัวค่ะ อยากให้ทุกท่านลองมาสัมผัสความรู้สึกแบบนี้ด้วยตัวเองค่ะ วางหน้าที่การงาน และให้กับเวลาตัวเองบ้าง

 

 

บรรยากาศริมหาดเกาะสุรินทร์

 

เวลาผ่านไปเร็วมาก ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า ผู้คนเริ่มกลับมา นักท่องเที่ยวจากฝั่งก็เดินทางมาถึง เพื่อมารับประทานอาหารกลางวันกันที่นี่ ทุกบริษัททัวร์ที่นำเที่ยวโปรแกรมหมู่เกาะสุรินทร์นั้นจะต้องมาทานอาหารกลางวันกันที่นี่ค่ะ ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ต้องเก็บสัมภาระ เพื่อเดินทางกลับกับเรือนำเที่ยวของวันนี้ค่ะ ทานอาหารกลางวันเรียบร้อยก็มีเวลาพักอีกเล็กน้อย เพื่ออำลาหมู่เกาะสุรินทร์ และคิดไว้ในใจว่า

 

ลูกทัวร์

 

แล้วเราจะกลับมาอีกครั้ง เวลาประมาณบ่ายโมงตรงไกด์ทัวร์ของวันนี้ ไกด์เอมี่ ก็เรียกลูกค้าขึ้นเรือเพื่อออกเดินทางจากเกาะสุรินทร์เหนือค่ะ และคุณสตังค์ก็ยังไม่ลืมฝากฝังไกด์เอมี่ที่ดูแลลูกค้าในวันนี้ว่า เมื่อถึงท่าเรือให้เตรียมรองเท้าแตะให้กับข้าพเจ้า และได้ถามขนาดรองเท้าจากข้าพเจ้า เนื่องจากคุณสตังค์ และคุณอภินันท์ ยังไม่เสร็จภารกิจจึงยังไม่กลับฝั่งวันนี้ค่ะ แต่ช่วงบ่ายจะไปเก็บภาพ ณ จุดดำนัำกับเราด้วยค่ะ เมื่อถึงจุดดำน้ำ ช่วงบ่ายวันนี้เราไปจอดเรือที่ทุ่นหน้าอ่าวทรายเอนค่ะ และข้าพเจ้าจะช้าอยู่ใย ต้องลงไปสัมผัสน้ำทะเล และเยี่ยมชมแนวปะการังว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากไม่เจอกันนานหลายปีค่ะ

 

เล่นน้ำเกาะสุรินทร์

 

น้ำทะเลใส สัตว์ทะเลอุดมสมบูรณ์ค่ะ แต่แนวปะการังเจอปรากฏการณ์ฟอกขาวมากค่ะ ทำให้ที่เคยมีสีสัน ก็เหลือน้อยลง แต่โดยรวมออกมาดีค่ะ เราจอดดำน้ำเก็บภาพกันพอสมควร และเรือก็แล่นกลับไปส่งคุณสตังค์ และคุณอภินันท์ ค่ะ และเราก็ต้องโบกมืออำลาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์กันจริงๆ แล้วสินะ ขากลับข้าพเจ้ากับเพื่อนนั่งตอนหน้าของเรือค่ะ แดดไม่ร้อนมากพอทนได้ค่ะ ได้ชมท้องฟ้าท้องทะเลไปด้วย ทะเลสงบ เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนถึงฝั่งเราเจอฝนปรอยเล็กน้อย และมีรุ้งหลากสีแต้มขอบฟ้า

 

 

เป็นภาพที่หน้าประทับใจมากค่ะ ก่อนเรือเข้าถึงท่าได้แล่นผ่านศาลตรงปากอ่าว ข้าพเจ้าได้กล่าวขอบคุณสิ่งศักดิ์ทั้งหลายที่ทำให้การเดินทางมาเที่ยวจบลงโดยสวัสดิภาพ เมื่อถึงท่าเรือความประทับใจยังไม่จบลงเพียงแค่นั้นค่ะ รองเท้าที่หายไปของข้าพเจ้า คุณสตังค์ให้เจ้าหน้าที่ที่ฝั่งท่าเรือจัดเตรียมไว้ให้ ถึงแม้ราคาไม่มากมาย แต่มีคุณค่าทางจิตใจค่ะ ขอบคุณคุณสตังค์ ไกด์ ทีมเรือ และทีมงาน เลิฟอันดามันทุกท่าน ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดค่ะ ขอบคุณมากค่ะ วันนี้เราถึงท่าเรือล่าช้ากว่ากำหนดการในโปรแกรมนิดหน่อย ถึงท่าเรือไกด์ก็ให้เวลาเข้าห้องน้ำ และส่งขึ้นรถตู้เพื่อส่งเข้าที่พักตามเส้นทางต่างๆ ค่ะ ข้าพเจ้ากลับภูเก็ตคะ เนื่องจากเป็นรถตู้จอย ทางบริษัทฯ จะจัดส่งลูกค้าตามลำดับเพื่อไม่ให้ย้อนไปมาค่ะ รถตู้มาส่งข้าพเจ้าเป็นที่สุดท้าย เวลาประมาณสองทุ่มคะ ทริปหมู่เกาะสุรินทร์ 2 วัน 1 คืน ถือเป็นอันจบลงอย่างสวยงามค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ คุณสตังค์ แห่งเลิฟอันดามัน ไกด์ และทีมงานทุกท่านที่ดูแลเป็นอย่างดี

และขอขอบคุณ เพื่อนร่วมเดินทาง Akikoae และสนับสนุนภาพถ่ายบางส่วน

11-01-58

 

Leave a reply

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>